
ไร่สะเก็ดดาว
ไร่กาแฟที่สองของเราหรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ไร่สะเก็ดดาว” ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 200 ไร่ ปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ในพื้นที่ของอำเภอดอยสะเก็ด และอยู่ภายใต้ผืนฟ้าที่มีดาวส่องแสงระยิบระยับ ในทุกค่ำคืน ไร่สะเก็ดดาวอยู่ห่างจาก PANA Coffee เพียง 45 นาที ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราจะนำเชอร์รีกาแฟมาแปรรูป
สัมผัสกับไร่สะเก็ดดาว
ที่ไร่สะเก็ดดาวคุณจะได้พบกับพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติแท้ๆ ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับประสบการณ์การเก็บเกี่ยวผลผลิตเชอร์รีกาแฟที่ดี หรือแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นผู้ที่ชื่นชอบในกาแฟหรือชาก็ตาม คุณก็สามารถที่จะเพลินไปกับความสวยงามของทิวทัศน์ของภาคเหนือในประเทศไทย
พื้นที่กว่า 200 ไร่ของ ไร่สะเก็ดดาว ตั้งอยู่ในอำเภอดอยสะเก็ด เกิดขึ้นภายหลังจากการก่อตั้งไร่ดอยเมฆได้หนึ่งปี ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทีมงานของเราจำนวน 15-20 คน ที่ดูแลต้นกาแฟจำนวน 110,000 ต้น รวมถึงต้นชาอีก 4,100 ต้น จากที่เดิมทีเราเริ่มต้นจากต้นกาแฟเพียง 5,000 ต้น เนื่องจากไร่ของเราได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทั่งตอนนี้เราสามารถได้ผลผลิตเชอร์รีกาแฟ 100 ตัน และใบชาอีกประมาณ 555 กิโลกรัม
พื้นดินตามธรรมชาติและป่าดงดิบที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,000 – 1,400 เมตร ให้ร่มเงาที่เหมาะสมและอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 21˚ องศา เพื่อการปลูกกาแฟออร์แกนิกที่ปลอดการใช้สารเคมี
ผืนดินธรรมชาติ ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ณ ไร่สะเก็ดดาว
ยินดีต้อนรับผู้ที่มีความหลงใหลในกาแฟและผู้ที่ต้องการเยี่ยมชมไร่
หากคุณต้องการชื่นชมไร่สะเก็ดดาวด้วยตาของคุณเอง เรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับทุกท่านที่มีความหลงใหลในกาแฟ และผู้ที่มีความประสงค์เยี่ยมชมไร่ของเราจากทุกมุมโลก ระหว่างการเยี่ยมชมคุณจะได้เห็นการเก็บเกี่ยวผลเชอร์รีกาแฟและการแปรรูปอย่างใกล้ชิดในการเยี่ยมชมไร่ของเรานั้น คุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ในหนึ่งวันที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าคุณจะไม่มีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของกาแฟก็ตาม
ไร่สะเก็ดดาว
กาแฟดูแลป่าอย่างยั่งยืน
- ป่าไม้ถูกทำลายจากการปลูกื้ขเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยพื้นที่โล่ง และต้องการแสงแดดจัด
- กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจทีี่ช่วยดูแลป่าอย่างยั่งยืน เพราะต้นกาแฟต้องอาศัยร่ทเงาของไม้ใหญ่
การปลูกกาแฟสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 50,000 บาท/ไร่
ต้นกาแฟอาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่ในการเจริญเติบโต ซึงจะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีกว่ากาแฟที่ปลูกในที่แจ้ง
3. การปลูกกาแฟออร์แกนิกช่วยรักษาธรรมชาติและป่าต้นน้ำ
การปลูกกาแฟออร์แกนิก คือ การปลูกกาแฟที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในทุกขั้นตอนของการปลูก ทำให้ไม่สร้างมลพิษแก่ธรรมชาติและป่าต้นน้ำ
4. กาแฟออร์แกนิกเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาด
ผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิก เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก รวมถึงประเทศไทย และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากคนกลุ่มใหญ่ในสังคมปัจจุบันอยู่ในวียที่ใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างมาก
โครงการกาแฟดูแลป่า
จัดตั้งเพื่อตอบสนองนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่ในเรื่อง “เชียงใหม่เมืองกาแฟ”
วัตถุประสงค์ของโครงการกาแฟดูแลป่า
ส่งเสริมการปลูกกาแฟ โดยมีการดูแลป่าและการปลูกกาแฟออร์แกนิก
โดยให้ความรู้ คำแนะนำ ในเรื่องการปลูกและแปรรูปกาแฟออร์แกนิกกับเกษตรกร
รวมไปถึง การจัดหาตลาดรับซื้อผลิตผลให้ ซึ่งถือว่าเป้นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและเกษตรกร
ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่
1.1 การสนับสนุนการจัดการป่ราไม้อย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management)
ด้วยการส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิก้าที่ต้องอาศัยร่มเงาของป่าในการ เจริญเติบโต (Shade-grown Coffee) ทกแทนการถางป่าเพื่อปลูกพืชอื่น, การส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลป่าด้วยการสร้างฝายเล็กๆ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และยังสร้างความชุ่มชื่นให้กับป่า นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้างแนวกันไฟป้องกันไม่ให้ ไฟป่า ข้ามเขตลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ และที่สำคัญสำหรับการรักษาป่าไม้ให้ยั่งยืน คือการปลูกพืชพันธ์ไม้อื่นๆ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้กับป่าไม้
1.2 การปลูกกาแฟออร์แกนิก (Organic Coffee)
ซึ่งไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงใดๆ ถือเป็นการช่วยอนุรักษ์ป่าไม้, ดิน และรักษาแหล่งต้นน้ำให้ปลอดภัยสำหรับการรอุปโภคและบริโภคของชุมชน ทั้งบนดอย และพื้นที่ราบ
โครงการจะสนับสนุนส่งเสริมให้เหษตรกรมีระบบประกันคุณภาพภายใน CGS (Community Guarantee System) ซึงจะให้ความสำคัญกับการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพภายในสำหรับกาแฟออร์แกนิกที่ปลูกขึ้นเอง
อันเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการรับรองจากหน่วยงานภายนอก ทั้งไทย และนานาชาติ
_________________________________________________
1.3 การสนับสนุนเกษตรกรยั่งยืน
(Sustainable Agriculture)
ไม่ใช่แค่รักษาสภาพแวดล้อม, อนุรักษ์ทรัพยากร, หรือสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ แต่สิ่งสำคัญคือเกษตรกรต้องมีตลาดรับซื้อผลิตผลที่ผลิตได้โดยตรง (Direct Trade) ด้วยราคาที่เป็นธรรม (Fair Trade) จึงจะตอบโจทย์ของความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
โดยโครงการกาแฟดูแลป่าจะจัดหาผู้รับซื้อจากเกษตรกร โดยตรงในราคาที่เป็นธรรม
พื้นที่โครงการกาแฟดูแลป่า
อำเภอดอยสะเก็ด
อำเภอสะเมิง
อำเภอเชียงดาว
อำเภอเวียงแหง
_______________________________________________
การผลิตกาแฟออร์แกนิก
1.) ระยะการปรับเปลี่ยนเป็น กาแฟออร์แกนิกจะมีช่วงเวลา 18 เดือน
2.) เมล็ดพันธุ์ ของกาแฟ และส่วนขยายพันธุ์ืชที่นำมาปลูกต้องผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์
3.) เกษตรกรต้องสร้างความหลรากหลายของพืชภายในไร่ โดยอย่างน้อยต้องปลูกพืชคลุมดิน และ/ หรือ ปลูกพืชอื่นๆ หลากหลายชนิด
กาแฟดูแลป่าอย่างยั่งยืน
- ป่าไม้ถูกทำลายจากการปลูกื้ขเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยพื้นที่โล่ง และต้องการแสงแดดจัด
- กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจทีี่ช่วยดูแลป่าอย่างยั่งยืน เพราะต้นกาแฟต้องอาศัยร่ทเงาของไม้ใหญ่
การปลูกกาแฟสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 50,000 บาท/ไร่
ต้นกาแฟอาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่ในการเจริญเติบโต ซึงจะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีกว่ากาแฟที่ปลูกในที่แจ้ง
3. การปลูกกาแฟออร์แกนิกช่วยรักษาธรรมชาติและป่าต้นน้ำ
การปลูกกาแฟออร์แกนิก คือ การปลูกกาแฟที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในทุกขั้นตอนของการปลูก ทำให้ไม่สร้างมลพิษแก่ธรรมชาติและป่าต้นน้ำ
4. กาแฟออร์แกนิกเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาด
ผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิก เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก รวมถึงประเทศไทย และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากคนกลุ่มใหญ่ในสังคมปัจจุบันอยู่ในวียที่ใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างมาก
โครงการกาแฟดูแลป่า
จัดตั้งเพื่อตอบสนองนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่ในเรื่อง “เชียงใหม่เมืองกาแฟ”
วัตถุประสงค์ของโครงการกาแฟดูแลป่า
ส่งเสริมการปลูกกาแฟ โดยมีการดูแลป่าและการปลูกกาแฟออร์แกนิก
โดยให้ความรู้ คำแนะนำ ในเรื่องการปลูกและแปรรูปกาแฟออร์แกนิกกับเกษตรกร
รวมไปถึง การจัดหาตลาดรับซื้อผลิตผลให้ ซึ่งถือว่าเป้นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและเกษตรกร
ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่
1.1 การสนับสนุนการจัดการป่ราไม้อย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management)
ด้วยการส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิก้าที่ต้องอาศัยร่มเงาของป่าในการ เจริญเติบโต (Shade-grown Coffee) ทกแทนการถางป่าเพื่อปลูกพืชอื่น, การส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลป่าด้วยการสร้างฝายเล็กๆ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และยังสร้างความชุ่มชื่นให้กับป่า นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้างแนวกันไฟป้องกันไม่ให้ ไฟป่า ข้ามเขตลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ และที่สำคัญสำหรับการรักษาป่าไม้ให้ยั่งยืน คือการปลูกพืชพันธ์ไม้อื่นๆ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้กับป่าไม้
1.2 การปลูกกาแฟออร์แกนิก (Organic Coffee)
ซึ่งไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงใดๆ ถือเป็นการช่วยอนุรักษ์ป่าไม้, ดิน และรักษาแหล่งต้นน้ำให้ปลอดภัยสำหรับการรอุปโภคและบริโภคของชุมชน ทั้งบนดอย และพื้นที่ราบ
โครงการจะสนับสนุนส่งเสริมให้เหษตรกรมีระบบประกันคุณภาพภายใน CGS (Community Guarantee System) ซึงจะให้ความสำคัญกับการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพภายในสำหรับกาแฟออร์แกนิกที่ปลูกขึ้นเอง
อันเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการรับรองจากหน่วยงานภายนอก ทั้งไทย และนานาชาติ
_________________________________________________
1.3 การสนับสนุนเกษตรกรยั่งยืน
(Sustainable Agriculture)
ไม่ใช่แค่รักษาสภาพแวดล้อม, อนุรักษ์ทรัพยากร, หรือสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ แต่สิ่งสำคัญคือเกษตรกรต้องมีตลาดรับซื้อผลิตผลที่ผลิตได้โดยตรง (Direct Trade) ด้วยราคาที่เป็นธรรม (Fair Trade) จึงจะตอบโจทย์ของความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
โดยโครงการกาแฟดูแลป่าจะจัดหาผู้รับซื้อจากเกษตรกร โดยตรงในราคาที่เป็นธรรม
พื้นที่โครงการกาแฟดูแลป่า
อำเภอดอยสะเก็ด
อำเภอสะเมิง
อำเภอเชียงดาว
อำเภอเวียงแหง
ไร่สะเก็ดดาว
ไร่ดอยเมฆ
_______________________________________________
การฝึกอบรมให้แก่สมาชิก โครงการกาแฟดูแลป่า
สมาชิกทุกคน ต้องผ่าน การอบรมทุกหัวข้อที่ โครงการจัดให้เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สมาชิกโครงการจะเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามระบบ CGS ได้อย่างถูกต้อง
หัวข้ออบรม :
- การเพาะเลี้ยง ต้นกล้ากาแฟ
- การปลูกและการดูแลกาแฟอราบิก้า
- ข้อกำหนดของกาแฟออร์แกนิก (ปลูก, ดูแล, เก็บเกี่ยว, แปรรูป, จัดเก็บ, จัดส่ง)
- ความรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์
- การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
มาตรฐาน การประกันคุณภาพภายใน เพื่อการรับรองผลิตผลกาแฟออร์แกนิก
3.1 หลักการทั่วไป
- ห้ามใช้สารเคมี ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี สารป้องกันสัตรูพืช ยาฆ่าแมลง และ ฮอร์โมนสังเคราะห์
- พื้นที่การผลิตที่ใช้ทำเกษตรอินทรีย์ ต้องไม่เป็นพื้นทีี่ที่มาจากการเปิดป่าชั้นต้นและระบบนิเวศดั้งเดิม (Primary Ecosystem)
- ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงการผลิตในไร่ เช่น การลด หรือ ขยายพื้นที่การผลิต ผู้ผลิต จะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่โครงการทราบบโดยทันที
- ห้ามใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ดัดแปลงพันธุกรรมในกระบวนการผลิตและ แปรรูปกาแฟ








